ศูนย์ข้อมูลลาว สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร. 0 4333 2309 ภายใน มข. 12399 

สารมิตรภาพไทย-ลาว

หน้าแรก
แนะนำศูนย์ฯ
กระดานสนทนา
ข่าวจากศูนย์ข้อมูลลาว
เศรษฐกิจ การลงทุน
ประเพณี วัฒนธรรม
ข่าวแวดวงสปป.ลาว
สถานทูตไทย ณ เวียงจันทน์
สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ แขวงสะหวันนะเขต
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ข่าวจาก สคต.
เที่ยวลาว
แผนที่ลาว
ฐานข้อมูลลาว
สารมิตรภาพไทย-ลาว
ชมรมนักศึกษาลาว
ห้องสมุดศูนย์ข้อมูลลาว
ภาพสวยๆของลาว
บทความ
ติดต่อเรา
สำนักวัฒนธรรม มข.
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับสปป.ลาว
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สำนักข่าวสารประเทศลาว
เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
Administrator
สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 17957376
ขณะนี้มี 176 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Visitors Counter
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday24
mod_vvisit_counterYesterday689
mod_vvisit_counterThis week940
mod_vvisit_counterThis month3912
mod_vvisit_counterAll1182183

ดูสถิติผู้เข้าชมเว็บ
ใบสมัครสมาชิกสมาคมไทย-ลาว เพื่อมิตรภาพ โทร(02) 203 5000 ต่อ 14575  คลิกที่นี่ค่ะ
D"-%2'1I(9"L2#@#5" 8! 
กศน.ไทย-ลาวจับมือตั้งศูนย์การเรียนชุมชนใน 7 แขวงของ สปป.ลาว ร่วมมือพัฒนาอาชีพให้ชุมชน และส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ในลาว
นายธฤติ ประสานสอน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษานอกโรงเรียน(กศน.) จังหวัดบึงกาฬ เปิดเผยว่า ตามที่ สำนักงาน กศน.กับกรมการศึกษานอกโรงเรียน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) ได้ทำข้อตกลงร่วมกันในการดำเนินความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ประชาชน โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์การเรียนชุมชนใน 7 แขวงของสปป.ลาว ได้แก่ แขวงบลิคำไซ แขวงจำปาสัก แขวงสาละวัน แขวงสะหวันนะเขต แขวงคำม่วน แขวงไชยะบุรี และนครหลวงเวียงจันทร์ นั้น ขณะนี้การจัดสร้างได้แล้วเสร็จใน 1แขวง คือ ศูนย์การเรียนชุมชนเมืองปากซัน แขวงบลิคำไซ และจะเปิดให้บริการประชาชนเต็มรูปแบบทั้งการเรียนการสอนและการอบรมสร้างอาชีพ ตั้งเดือนมีนาคม2557 เป็นต้นไป     “สปป.ลาวต้องการพัฒนางานการศึกษานอกระบบลงสู่ชุมชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการให้ความรู้แก่ประชาชนบนพื้นที่สูงและห่างไกลให้สามารถอ่านออกเขียนได้ และมีอาชีพที่เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ ซึ่งทาง กศน.จังหวัดบึงกาฬ ได้ให้การสนับสนุนศูนย์การเรียนชุมชนเมืองปากซันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านครู บุคลากร  วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือในการดำเนินงานของศูนย์ฯเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้”นายธฤติกล่าวด้าน นายบุญโฮม แก้วมณีสัก หัวหน้าห้องการศึกษาธิการและกีฬาเมืองปากซัน สปป.ลาว กล่าวว่า ศูนย์การเรียนดังกล่าวถือเป็นต้นแบบที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้นอกระบบของสปป.ลาว เพราะตั้งอยู่ในบริบทแวดล้อมทั้งโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ที่จะเอื้อให้ครูเข้ามาช่วยจัดกิจกรรมให้ประชาชนได้อย่างสะดวก และจะขยายผลไปยังศูนย์การเรียนฯที่เหลืออีก7แขวงด้วย
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
!.7I1'-1)#D"I-" #2@+I2-5*2 -2#"0##!5H"4HC+ H
img_854f5e067fe655a533ece96d4fc2aaf5.jpg มหาวิทยาลัยขอนแก่น อนุรักษ์ตัวอักษรไทยน้อย ตัวอักษรโบราณตั้งแต่สมัยอาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรซึ่งมีอารยะธรรมที่ยิ่งใหญ่เป็นรากเหง้าของคนอีสาน ตัวอักษรไทยน้อยมีรูปร่างคล้ายอักษรไทย แต่แตกต่างออกไปจากอักษรไทยบ้าง โดยอักษรชนิดนี้ชาวอีสานจะใช้บันทึกเรื่องราวทั่วไป ได้แก่ วรรณกรรม และเรื่องราวทางโลก ซึ่งปรากฏอยู่ในจารึกต่างๆ ในฐานะขุมปัญญาของอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ตระหนักและมีภารกิจในการอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมของภาคอีสาน โดย รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายชุมชนสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ตัวอักษรไทยน้อยของ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 ณ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
 
          รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ กล่าวว่า “จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตัวอักษรไทยน้อย ปรากฏชัดเมื่อประมาณปี พ.ศ.1859 สมัยสมเด็จพระเจ้าฟ้างุ้มมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งการมีตัวอักษรไทยน้อยใช้เป็นของตนเองภายในอาณาจักรนั้น เป็นการแสดงว่าพื้นที่แห่งนี้ในอดีตมีวัฒนธรรมและอารยะธรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลก ทั้งนี้ตัวอักษรไทยน้อย ยังปรากฏในอาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรล้านนาอีกด้วย หลังจากตัวอักษรไทยน้อยถูกใช้และพัฒนามาอย่างยาวนาน จนสิ้นรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช อาณาจักรล้านช้าง เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะในปี พ.ศ.2238 อาณาจักรล้านช้างแตกแยกออกเป็น 3 อาณาจักร โดยมีประเทศต่างชาติเข้ามาเกี่ยวพัน ทำให้ภาษาไทยน้อยเริ่มอ่อนแอลง และในท้ายที่สุดอาณาจักรสยามได้เข้าตีอาณาจักรล้านช้าง ทำให้อาณาจักรล้านช้างถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งขวาและฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ซึ่งฝั่งขวาของแม่น้ำโขงนั้น ได้ถูกครอบครองโดยอาณาจักรสยามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และกลายเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย หรือที่เรียกว่า ‘ภาคอีสาน’ ในเวลาต่อมา และการใช้ภาษาไทยน้อยในภาคอีสานมีผู้นำไปใช้ลดน้อยลงเรื่อยๆ จนถูกละเลยเหลือเพียงตัวอักษรไทยน้อยให้เห็นบ้างตามวัด โบสถ์ วิหาร โบราณสถาน หรือศิลปกรรมเก่าๆ ของอาณาจักรล้านช้างเท่านั้น ส่วนผู้คนด้านฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงปัจจุบันก็คือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้น  ได้มีการนำภาษาไทยน้อยไปพัฒนาเป็นภาษาลาว จึงทำให้เห็นว่าตัวอักษรลาวและไทยน้อยมีความคล้ายคลึงกันมาก โดยมีลักษณะตัวอักษรแบบฝักขามและเหลี่ยม ซึ่งในสมัยโบราณจะมีตัวอักษรแบบนี้ปรากฏอยู่หลายกลุ่มชาติพันธุ์ แสดงถึงความนิยมแบบตัวอักษรดังกล่าวอย่างแพร่หลาย รวมไปถึงในอาณาจักรล้านนา ซึ่งปัจจุบันก็คือจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน เป็นต้น ที่ยังคงอนุรักษ์ตัวอักษรไทยน้อยไว้ได้อย่างชัดเจน”
 
          รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ กล่าวต่อว่า “การพัฒนามหาวิทยาลัยขอนแก่นให้ก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง ตามเป้าหมายมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ใน 400 ของโลกนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาเพื่อให้รู้จักตนเองมากที่สุด  โดยมีสิ่่งสำคัญประการหนึ่งคือ การเริ่มเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของภาคอีสาน หรืออาณาจักรล้านช้างในสมัยก่อน ในฐานะมหาวิทยาลัยขอนแก่นเปรียบเสมือนขุมปัญญาของภาคอีสาน ดังนั้นการคงไว้ซึ่งศิลปะและวัฒนธรรมอีสานหลายอย่างจึงควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาไทยน้อย ถึงแม้ปัจจุบันคนไทยจะใช้ภาษาไทยป็นภาษากลางเประจำชาติ  แต่ก็ควรได้มีการอนุรักษ์ภาษาไทยน้อย และตัวอักษรไทยน้อย ที่เป็นรากเหง้าของภาษาอีสาน และส่งต่อให้อนุชนคนรุ่นหลัง ได้เรียนรู้และภาคภูมิใจในความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมและอารยธรรมในอดีตของตนต่อไป”
 
          “ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้อนุรักษ์ตัวอักษรไทยน้อย โดยมีการเพิ่มตัวอักษรไทยน้อย คำว่า ‘มหาวิทยาลัยขอนแก่น’ ที่ประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยขอนแก่น และป้ายคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่มีอักษรไทยน้อยมานานแล้ว โดยสิ่งที่จะผลักดันต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม 2 เรื่อง คือ เรื่องแรกเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษาไทยน้อย โดยมีหลักสูตรการเรียนการสอนของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่มีอยู่เดิม และมีการประชาสัมพันธ์ให้รู้จักเป็นที่แพร่หลาย โดยฝ่ายศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่จะรณรงค์เผยแพร่ให้ปรากฏตัวอักษรไทน้อย หรือตัวอักษรธรรม บนเว็บไซต์ หรือสื่อต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ   ทั้งคณะศิลปกรรมศาสตร์ โดยหลักสูตรวิจัยศิลปวัฒนธรรม จะจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการ จัดสอนการเขียนภาษาไทยน้อยให้กับเด็ก และเยาวชนในหมู่บ้านต่างๆ ทั้งนี้ สำหรับนักศึกษาที่สนใจสามารถศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในคณะศิลปกรรมศาสตร์ได้ฟรี  และเรื่องที่สอง เป็นการสนับสนุนให้คณะหน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย เพิ่มตัวอักษรไทยน้อยบนป้ายคณะหน่วยงานต่างๆ โดยมีนักออกแบบที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ จะเป็นผู้ออกแบบให้อย่างเหมาะสมกับป้าย และตัวอักษรเดิมที่มีอยู่แล้ว” รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ กล่าวย้ำ
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
(9"L#42#'4 22# -#!2#*#I2@'GD LC+I22#"L'4"2%1"*4##!/ %2'
ศูนย์บริการวิชาการ อบรมการสร้างเว็บไซต์ให้คณาจารย์จากวิทยาลัยกสิกรรมและป่าไม้ แขวงจำปาสัก สปป.ลาว เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และข้อมูลองค์กร ตามบันทึกความร่วมมือศูนย์บริการวิชาการ มข. และ วิทยาลัยกสิกรรมฯ
          ดร.วิรงรอง  มงคลธรรม รอง ผอ.ฝ่ายบริการ ศูนย์บริการวิชาการ ให้การต้อนรับคณาจารย์จาก วิทยาลัยกสิกรรมและป่าไม้จำปาสัก แขวงจำปาสัก สปป.ลาว จำนวน 6 คน  เพื่อเข้าอบรมหัวข้อ “การสร้างเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และข้อมูลองค์กร” จัดอบรมระหว่างวันที่ 16 – 20 กุมภาพันธ์ 2557  ที่ศูนย์บริการวิชาการ มข. เพื่อนำไปสร้างเว็บไซต์เผยแพร่องค์ความรู้ด้านกสิกรรมและป่าไม้ และเผยแพร่ข้อมูลขององค์กร
          การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก อ.สามารถ  สิงห์มา  หัวข้อการอบรมประกอบด้วย 1) พื้นฐานความรู้ในการสร้างเว็บไซต์และการเตรียมตัว 2) การออกแบบและการปรับแต่งภาพเพื่อใช้ในโฮมเพจ 3) การสร้างโฮมเพจด้วยโปรแกรม Dreamweaver  4) การใช้งานขั้นสูงและการตกแต่งโฮมเพจ  5) การอัพโหลดผ่านอินเทอร์เน็ต
          กิจกรรมการอบรมครั้งนี้เป็นไปตามกลยุทธ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในกลยุทธ์ที่ 1 ยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริการวิชาการสู่ชุมชน “มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นศูนย์กลางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการพัฒนาสังคมที่สำคัญของประเทศและประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง นับว่าเป็นภารกิจที่สำคัญของมหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ให้บริการด้านการเรียนการสอน และการวิจัย” ศูนย์บริการวิชาการ ได้ลงนามความร่วมมือกันมาตั้งแต่ วันที่ 26 มกราคม 2553 และได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาอาจารย์ บุคลากรของวิทยาลัยกสิกรรมและป่าไม้จำปาสัก และบุคลากรที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคลาวใต้ในหลากหลายโครงการ เช่น ร่วมกับเครือข่ายบริการวิชาการ ของสถาบันอุดมศึกษาไทย จัดพัฒนาบุคลากรด้านการทำงานเป็นทีม มอบเครื่องคอมพิวเตอร์ สอนการสร้างสื่อการสอน การเคลื่อนย้ายต้นไม้ ฯลฯ
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ลาวสร้างเขื่อนไฟฟ้าส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ห่างไกลทางภาคเหนือ
557000002390801.jpeg(ซ้าย)นายกรัฐมนตรีทองสิง ทำมะวง ของลาว พร้อมคณะตัวแทนและเจ้าหน้าที่ประจำแขวง เยี่ยมชมพื้นที่เกษตรในเมืองบุญเหนือ แขวงผ่งสาลี นายกรัฐมนตรีทองสิงระบุว่าพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากเขื่อนยอดอูจะช่วยกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของแขวง และความได้เปรียบจากตำแหน่งที่ตั้งของแขวงผ่งสาลีที่มีพรมแดนติดกับจีนและเวียดนามจะช่วยส่งเสริมให้การค้าการลงทุนระหว่างแขวงและประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 2 ประเทศมีความสะดวกสบายมากขึ้น.-- Photo/Kpl.net.la
       
ซินหวา - สำนักข่าวเวียงจันทน์ไทม์สของลาว รายงานวันนี้ (27) ว่า ลาวได้เริ่มก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้ายอดอู ขนาด 450 กิโลวัตต์ โดยมีเป้าหมายที่จะกระจายการพัฒนาในแขวงผ่งสาลี ที่ติดพรมแดนจีน และเวียดนาม ซึ่งมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์
       
       โรงไฟฟ้าตั้งอยู่ในแขวงผ่งสาลี ทางภาคเหนือที่อยู่ห่างไกลของประเทศ ติดกับมณฑลหยุนหนัน ของจีน และ จ.เดียนเบียน ของเวียดนาม โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้คาดว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 3 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี
       
       ในวันจันทร์ (24) นายกรัฐมนตรีทองสิง ทำมะวง ได้เดินทางเยี่ยมชมการทำงานที่แขวงผ่งสาลี เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ประจำแขวงเพิ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ และยังแนะนำเจ้าหน้าที่ระบุสาเหตุความยากจนของชาวบ้าน และการจ้างงานที่เพิ่มมากขึ้นอาจช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว
       
       ในระหว่างการเยือนแขวงผ่งสาลี นายกรัฐมนตรียังได้ย้ำถึงความสำคัญของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของแขวง โดยระบุว่า ความได้เปรียบนี้จะช่วยให้การค้าการลงทุนระหว่างแขวงกับประเทศจีน และเวียดนามสะดวกสบายยิ่งขึ้น
       
       รัฐบาลญี่ปุ่น ได้จัดสรรความช่วยเหลือเป็นมูลค่า 17 ล้านดอลลาร์ให้แก่ลาว เพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งนี้ โดยพิธีลงนามข้อตกลงกู้ยืมระหว่างรัฐบาลลาว และญี่ปุ่น มีขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค.2556
       
       บริษัท TESPESO และบริษัท HASAMA ของญี่ปุ่น ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาโครงการและผู้รับเหมาโครงการตามลำดับ และนอกจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้ว ยังรวมถึงการก่อสร้างโครงข่ายส่งกระแสไฟฟ้าที่คาดว่าใช้เวลาก่อสร้าง 16 เดือน จึงจะแล้วเสร็จ
       

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
อจ. นศ. ม.สุภานุวงศ์ สปป.ลาว เยี่ยมชมมข.

img_a834ad29611ce68ad763c186af50dd39.jpgอาจารย์ - นักศึกษา มหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ สปป.ลาว เดินทางมาเยี่ยมชมกิจการมหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมเตรียมกิจกรรมเพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการเพื่ออนุรักษ์สถาปัตยกรรมร่วมกัน
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2557 ผศ.ดร.มนสิชา เพชรานนท์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้ให้การต้อนรับ คณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ซึ่งได้เดินทางเข้าร่วมพิธีเปิดนิทรรศการวิทยานิพนธ์ หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2556 ประจำภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา 2556 ณ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา ขอนแก่น  พร้อมกับร่วมงานเลี้ยง "คืนรัง"  ศิษย์เก่าสัมพันธ์  ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
    คณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีกำหนดเดินทางมาศึกษาดูงานการจัดการเรียนการสอน ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในช่วงระหว่างวันที่ 20-23 กุมภาพันธ์ 2557 โดยมีกำหนดเดินทางมาศึกษาดูงานในมหาวิทยาลัยขอนแก่นช่วงวันที่ 22-23 กุมภาพันธ์ 2557  ซึ่งวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ได้เดินทางไปร่วมพิธีเปิดนิทรรศการวิทยานิพนธ์ ณ ห้างเซ็นทรัลพลาซา ก่อนที่จะร่วมเสวนาวิชาการและงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 คณะผู้ศึกษาดูงานได้เดินทางไปศึกษาดูงานการออกแบบ และเยี่ยมชมกิจการของสำนักวิทยบริการ โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก นางสิริพร วิธินันทกิจ บรรณารักษ์ชำนาญการพิเศษ ให้การต้อนรับ นำชม ให้ข้อมูลแนะนำพร้อมด้วยข้อเสนอแนะในการออกแบบให้กับนักศึกษาที่ไปศึกษาดูงานเป็นอย่างดี  จากนั้น ในช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. ได้เดินทางไปทัศนศึกษาพื้นที่รอบ ๆ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตลอดจนการวางผังเมืองในจังหวัดขอนแก่นก่อนที่จะเดินทางกลับ

สำหรับกิจกรรมที่จะมีขึ้นในครั้งหน้า เป็นการเข้าร่วกิจกรรมการ โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการการสำรวจรังวัดมรดกสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นแบบ Vernadoc  “เรื่องแนวทางการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมพื้นถิ่น” บ้านนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย  บ้านนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย  ที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคม 2557
พิมพ์ชนก ศรีสุริยะมาตย์  ภาพ/ข่าว

ไทย-ลาว สานต่อโครงการ จัดประชุมผู้บริหาร ครั้งที่ 3
       เมื่อวันที่ 21 – 26 มกราคม 2557 ที่ผ่านมา คณะผู้แทนไทย และ สปป.ลาว เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ (PMC) ครั้งที่ 3 และการประชุมระดับผู้บริหารไทย-ลาว ณ กรมธรณีศาสตร์และแร่ธาตุ กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว
       การประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ (PMC) ครั้งที่ 3 ครั้งนี้ นายทศพร นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี หัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทยร่วมติดตามผลการดำเนินงานในปี 2013 รวมทั้งการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา โอกาสนี้ ทั้ง 2 ฝ่าย เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการสารสนเทศธรณีวิทยา กรมธรณีศาสตร์และแร่ธาตุ สปป.ลาว และเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2557 มีการประชุมระดับผู้บริหารไทย-ลาว (DGM-DMR Executive Meeting) นำทีมโดย นายปราณีต ร้อยบาง อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี หัวหน้าคณะผู้แทนไทย และ นายจันสอน แสนบุดตะลาด อธิบดีกรมทรัพยากรธรณีศาสตร์และแร่ธาตุ สปป.ลาว หัวหน้าคณะผู้แทน สปป.ลาว ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ โอกาสนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOM) ในโครงการความร่วมมือไทย – ลาว เพื่อพัฒนาทรัพยากรธรณีอย่างยั่งยืน และการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการบริหารจัดการด้านธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี รวมทั้งความร่วมมือศึกษาธรณีพิบัติภัยในอาเซียน  ก่อนเดินทางกลับ คณะสำรวจด้านธรณีพิบัติภัยได้ร่วมลงพื้นที่สำรวจ ตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลธรณีพิบัติภัยในพื้นที่แขวงคำม่วน แขวงสะหวันนะเขต ปากเซ สปป.ลาว
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ไทย-ลาวร่วมเปิดโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ มูลค่า 300 ล้าน เตรียมขยายเป็นศูนย์กลางผลิต
           เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 ท่านคำมะนี อินทิลาด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว พร้อมด้วย ท่านทอนแก้ว เจ้าเมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ท่านดร.บุญถึง เพ็งทะวงสา หัวหน้าห้องว่าการ กระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว นางอุนนดา พฤฒินารากร ประธานบริษัทSCI เมนูเฟคเจอเรอร์ จำกัด ผู้ประกอบการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าของไทย นายพิสิษฐ อ้นมา ประธานบริษัทแม่โขง ไอ วี เอ็ม จำกัด และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องทั้งทางการไทยและลาว ร่วมเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าน้ำตกตาดสะแลน แห่งแรกของเมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ในงบประมาณก่อสร้าง จำนวน 300 ล้านบาท 
          ภายใต้การลงทุนของผู้ประกอบการไทย 100 เปอร์เซ็นต์ คือ บริษัท SCI เมนูเฟคเจอเรอร์ จำกัด มีกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวน 32 เมกะวัตต์ ดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2010  แล้วเสร็จเมื่อปี 2012 ทดลองใช้งานเป็นเวลาประมาณอีก 1 ปี จนกระทั่งมีความพร้อมในเรื่องระบบผลิตพลังงานไฟฟ้า เพื่อขายกระแสไฟฟ้าให้กับไฟฟ้าของทางการลาว ในระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี ที่จะส่งจ่ายไปใช้ในครัวเรือนตามหมู่บ้านต่างๆ ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ 
         นอกจากนี้ ในอนาคตทางการลาวได้ร่วมกับผู้ประกอบการไทย เตรียมพร้อมขยายโครงการก่อสร้างเขื่อนพลังงานน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าที่ไร้ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รองรับการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าของไทยในอนาคต ซึ่งทางการลาวมีเป้าหมายในปี 2019 จะมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำกว่า 50 แห่ง มูลค่าการก่อสร้างตั้งแต่ 300 – 4,000 ล้านบาท เพื่อจะเป็นประเทศศูนย์กลางในการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญ ภายใต้ชื่อ แบตเตอรี่ แห่งเอเชีย ในอนาคต  ที่จะมีการผลิตมูลค่าเป็นเงินปีละหลาย 1,000 ล้านบาท
        ท่านคำมะนี อินทิลาด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว กล่าวว่า สำหรับสปป.ลาว ถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าสูง เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวย บวกกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยทางรัฐบาลลาวมีแนวทางนโยบายในการที่จะพัฒนาก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ผลิตกระแสไฟฟ้าต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำมีมากกว่า 30 แห่ง ที่ดำเนินก่อสร้างแล้วเสร็จ มีกำลังผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ 1 – 1,000 เมกกะวัตต์ และมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่อีก 2 -3 แห่ง ที่มีกำลังการผลิตประมาณ 300 – 400 เมกกะวัตต์
         เช่นเดียวกันกับเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำตกตาดสะแลน ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่พึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ มีผู้ประกอบการลงทุนจากไทย คือ บรัท เอสซีไอ มาลงทุนประมาณ 30 ล้าน ในการก่อสร้างสัมปทานประมาณ 30 ปี ในกำลังการผลิต 32 เมกกะวัตต์ ถือเป็นความสำเร็จจุดแรกของแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ทำให้ประชาชนชาวลาวบางพื้นที่ยังขาดแคลนไฟฟ้าได้ใช้ไฟฟ้าส่องสว่าง และประกอบอาชีพหัตถกรรม อุตสาหกรรม และรองรับการขยายความเติบโตของเมือง  
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
มข.อย นำเข้าผัก ผลไม้ ไทย ลาว วิจัย พัฒนา, ความปลอดภัย
          ศ.นพ.วีระชัย โควสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยถึง การนำเข้าผักและผลไม้ของลาวเข้ามาจำหน่าย ที่ด่านชายแดนไทย-ลาว ว่า  คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ สำนักคณะกรรมการอาหารและยา และคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ Faculty of Pharmacy, University of Health Sciences สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  นำเข้าผักและผลไม้ มาจำหน่ายที่ด่านชายแดนไทย-ลาว โดยถือว่าเป็นนโยบายที่สำคัญในฐานะเราอยู่ในภูมิภาค และเราจะต้องดูแลภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งมี ลาว เวียดนามเป็นเพื่อนบ้าน
        นายสมชาย  ปรีชาทวีกิจ ผู้อำนวยการสำนักด่านและอาหาร  กล่าวว่า  สืบเนื่องจากโครงการความร่วมมือไทย-ลาว โดยความร่วมมือระหว่างสำนักคณะกรรมการอาหารและยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้กำหนดประเด็นที่จะร่วมมือกันศึกษาระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คือการพัฒนาระบบการเฝ้าระวัง การตรวจสอบ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรของด่านอาหารและยา ให้มีหน้าที่สนับสนุน และเกื้อกูล โดยอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงของอาเซียนและ WTO เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม และสามารถยืดหยุ่นได้ เป็นการเสริมบทบาทของประเทศไทยในกาพัฒนาความรู้นำไปถ่ายทอดและปฏิบัติกับเพื่อนบ้านตามหลักสากล โดยศึกษาเรื่อง Food Safety ซึ่งในปีแรกจะเริ่มที่ผักและผลไม้ที่นำเข้าที่ด่านชายแดนไทย-ลาว สำนักคณะกรรมการอาหารและยาจึงจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจประเด็นที่ต้องการศึกษาร่วมกันและเตรียมความพร้อมเรื่องระบบการตรวจสอบการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ด่านอาหารและยา ผลการวิเคราะห์ผักและผลไม้ ข้อมูลปริมาณสินค้าที่นำเข้าและส่งออกของประเทศไทยสู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมถึงกฎหมายต่างๆ เพื่อนำเข้าข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อนของระบบการบริหารจัดการนำเข้าผักและผลไม้ที่ด่านชายแดน เพื่อสรุปและเสนอแนะต่อการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างเจ้าหน้าที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนลาว ที่จะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2557

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ม.ขอนแก่นหอมฟุ้งในแวดวงนักศึกษาลาว
           นายธัญญา ภักดี ผู้อำนวยการกองสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยถึงความต้องการในการศึกษาต่อระดับที่สูงกว่าปริญญาตรีของนักศึกษาของประเทศลาวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว)ว่า คณะผู้บริหารฝ่ายชุมชนสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร พร้อมด้วยบุคลากร กองสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เดินทางจากไปยังแขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว เพื่อสร้างความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ สถานีโทรภาพแห่งชาติลาวแขวงหลวงพระบาง ที่ออกอากาศทางช่อง 6 และสถานีวิทยุกระจายเสียงสปป.ลาว 98.00 Mhz หลวงพระบาง ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการเจรจาข้อตกลงความร่วมมือกันด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร พบว่านักศึกษาลาวที่ต้องการศึกษาต่อในระดับสูงกว่าปริญญาตรี โดยส่วนใหญ่จะเลือกประเทศไทยเป็นประเทศเป้าหมาย เนื่องจากเป็นเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ด้านวัฒนธรรมและภาษาก็ใกล้เคียงกัน และโดยเห็นว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อม และศักยภาพทางการศึกษาสูง มีสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคพื้นฐานครบครัน ทั้งมีการจัดสรรงบประมาณ และมีความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเพียงพอ ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายลดลง และที่สำคัญการเดินทางระหว่าง สปป.ลาว กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ค่อนข้างสะดวก มีระยะทางไม่ไกลกันมากนักดังนั้น มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้นๆ จากนักศึกษาลาวที่ต้องการเข้ามาศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก
         อาจารย์บุญทวี สอสัมพันธ์ นักศึกษาลาวระดับปริญญาเอก สาขาวิชาพัฒนศาสตร์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ตนทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ณ กรุงเวียงจันทน์และได้มีโอกาสร่วมทำงานวิจัยกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในโครงการความร่วมมือระหว่าง 2 มหาวิทยาลัย จากนั้นได้เดินทางมาทำ workshop ในมหาวิทยาลัยขอนแก่นบ่อยครั้ง เมื่อบวกกับความต้องการพัฒนาตนเองอยู่แล้ว จึงตัดสินใจจะศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกให้ได้ โดยต้องการพัฒนาความรู้ของตนเอง เพื่อที่จะนำความรู้ดังกล่าวกลับไปใช้ในการสอนนักศึกษาระดับปริญญาตรีและโทที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว หวังให้คนรุ่นใหม่ของ สปป.ลาว เติบโตขึ้นเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
การมีกลุ่มโรงสีข้าวทำให้ชาวนาแขวงคำม่วนมีรายได้เพิ่มขึ้น
         ท่านสายสมร  บัวผันทะวงศ์  ประธานกลุ่มโรงสีข้าวคำม่วง ได้กล่าวรายงานความเคลื่อนไหวถึงการผลิตข้าวเป็นสินค้าของกลุ่มโรงสีข้าวในแขวงคำม่วน ประมาณ ๒๕๕๕/ ๒๕๕๖ ต่อที่ประชุม ๓ สร้าง ที่จัดขึ้น ณ นครหลวงเวียงจันทน์เมื่อปลายเดือนธันวาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่า  ก่อนปี ๒๕๕๒ การปลูกข้าวของประชาชนแขวงคำม่วนโดยส่วนใหญ่ เป็นการปลูกเพื่อบริโภคภายในครอบครัว ส่วนที่เหลือจากการบริโภคจึงนำไปขาย ดังนั้นจึงทำให้หลายครอบครัวมีสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบาก  ที่ผ่านมาชาวนานิยมปลูกข้าวโดยใช่วิธีการปลูกแบบดั้งเดิม    โดยใช้ข้าวพันธุ์พื้นเมืองเป็นหลัก  การให้ปุ๋ยเป็นไปตามความเคยชินขาดการดูแล จากสาเหตุดังกล่าวจึงทำให้ได้ผลผลิตข้าวต่ำ คุณภาพไม่ได้ตามมาตรฐาน จึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลอดได้ นอกจากนี้การผลิตยังกระจัดกระจาย  ไม่เป็นระบบ  และไม่ได้จัดตั้งเป็นกลุ่มการผลิต
จากสภาพปัญหาดังกล่าว  จนกระทั่งปลายปี ๒๕๕๒ บรรดาผู้ประกอบการโรงสีข้าวจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้รับการแนะนำจากแผนอุตสาหกรรมและการค้าแขวง   ภายใต้การสนับสนุนทางวิชาการโครงการที่ดำเนินการในแขวงคำม่วน จึงได้มีการริเริ่มก่อตั้งกลุ่มโรงสีข้าวขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการผลิต และรับซื่อข้าวจากชาวนา วิธีส่งเสริมจะผ่านการตั้งกลุ่มการผลิตของชาวนาคือ  กลุ่มโรงสีข้าวคำม่วนพัฒนา ก่อตั้งวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ จำนวน ๑๕ โรงสี กลุ่มโรงสีข้าวพัฒนาพูดอย เมืองมหาชัย  ก่อตั่งวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔  มีโรงสี กลุ่มโรงสีข้าวพัฒนาชุมชนเมืองหนองบก  ก่อตั้งวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔ มี ๓๓ โรงสี กลุ่มโรงสีข้าวส่งเสริมและพัฒนาชนบทเมืองเซบั้งไฟ  ก่อตั้งวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ มี ๖ โรงสี  และกลุ่มโรงสีข้าวท่าแขกพัฒนา  ก่อตั้งวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๕ มีจำนวน ๑๒ โรงสี รวมแล้วในแขวงคำม่วงมีกลุ่มโรงสีข้าว ๕ กลุ่ม และโรงสีข้าวทั้งหมด ๗๔ โรงสี 
บรรดากลุ่มโรงสีข้าวดังกล่าว นอกจากทำธุรกิจของตนเองแล้ว  ยังทำหน้าที่ในการเสนอคิดเพื่อส่งเสริมชาวนา  ก่อตั้งกลุ่มชาวนาให้ผลิตข้าวเพื่อเป็นสินค้า  เสนอแนวทางการปลูกแบบใหม่ ฝึกอบรมหลังการเก็บเกี่ยวการเก็บรักษาข้าวเปลือกให้ถูกวิธี ร่วมเซ็นสัญญาซื่อข้าวเปลือก  และค้ำประกันราคาข้าวขั้นต่ำ  ในปี ๒๕๕๖ กลุ่มโรงสีข้าวดังกล่าว  ได้ทำหน้าที่ส่งเสริมชาวนาให้ผลิตและประกอบอาชีพในพื้นที่  จนกลุ่มชาวบ้านทำการผลิตด้วยความเอาใจใส่  ทำให้จำนวนหมู่บ้าน  ครอบครัว  และพื้นที่ทำการผลิตเพิ่มขึ้น  ปัจจุบันมีทั้งสิ้น  ๓๐๗ หมู่บ้าน  ๑๑,๙๒๐ ครอบครัว  มีเนื้อที่ทั้งหมด  ๑๕,๗๔๐ เฮกตาร์  ซึ่งเป็นที่ปลูกข้าวนาปีใหม่  เพื่อแจกจ่ายพันธุ์ให้แก่ชาวนา  จำนวน ๖๑๑,๙๓๐ กิโลกรัม  มีมูลค่า  ๑.๙๑ พันล้านกีบ  ใช้ปุ๋ยจำนวน ๘,๓๒๙ กระสอบ  มูลค่า ๒.๓๑ พันล้านกีบ  และสนับสนุนเงินซื่อนำมัน ๔๙.๓๖ ล้านกีบ เนื่องกลุ่มโรงสีได้มีการทำสัญญาผูกพันในการการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา และมีการประกันราคาให้ชาวนา  จึงทำให้การรับซื้อข้าวเปลือกมีความสะดวกและมีปริมาณมากขึ้น ซึ่งการรับซื้อข้าวของกลุ่มโรงสีมีหลักดังนี้
๑. กลุ่มชาวนารวบรวม  กลุ่มโรงสีข้าวไปรับซื้อ
๒. สมาชิกชาวนานำข้าวมาส่งขายที่โรงสี
๓. รับซื้อทั่วไปจากสมาชิก  และไม่มีพ่อค้าคนกลาง(กรณีนี้ต้องผ่านกลุ่มแต่ละเมือง)
๔. ซื้อจากโรงสีข้าวภายกลุ่มของตนเอง
ตัวเลขการรับซื้อของกลุ่มโรงสีข้าวแขวงคำม่วน ปี ๒๕๕๖ สามารถรับซื่อข้าวเปลือกและข้าวสารได้  
คือข้าวเปลือกนาปรัง ๑๗,๗๗๙.๔๑ ตัน มูลค่า ๔๒.๗๑ พันล้านกีบ  ข้าวเปลือกนาปี  ๑๓, ๙๘๔ ตัน มูลค่า ๗๖.๕๗ ล้านกีบ ข้าวสารนาปรัง ๒๒๐ ตัน  มูลค่า ๘.๘ พันล้านกีบ  ข้าวสารนาปี  ๖,๔๗๘.๙๖ ตัน มูลค่า ๒๓.๑๗ พันล้านกีบ
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ข้อมูลเพิ่มเติม...
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

แนะนำหนังสือน่าอ่าน

mylife150.jpg
ชีวิตผู้ข้า :  My life Auto biography  มหาสีลา วีระวงส์ 
อัตชีวประวัติ คำกลอนพุทธทำนาย
16 ข้อ และกลอนลำซุน ปี 2487

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว มหาวิทยาลัยจำปาสัก กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้