ศูนย์ข้อมูลลาว สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร. 0 4333 2309 ภายใน มข. 12399 

สารมิตรภาพไทย-ลาว

หน้าแรก
แนะนำศูนย์ฯ
กระดานสนทนา
ข่าวจากศูนย์ข้อมูลลาว
เศรษฐกิจ การลงทุน
ประเพณี วัฒนธรรม
ข่าวแวดวงสปป.ลาว
สถานทูตไทย ณ เวียงจันทน์
สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ แขวงสะหวันนะเขต
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ข่าวจาก สคต.
เที่ยวลาว
แผนที่ลาว
ฐานข้อมูลลาว
สารมิตรภาพไทย-ลาว
ชมรมนักศึกษาลาว
ห้องสมุดศูนย์ข้อมูลลาว
ภาพสวยๆของลาว
บทความ
ติดต่อเรา
สำนักวัฒนธรรม มข.
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับสปป.ลาว
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สำนักข่าวสารประเทศลาว
เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
Administrator
สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 18337523
ขณะนี้มี 22 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Visitors Counter
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday932
mod_vvisit_counterYesterday1129
mod_vvisit_counterThis week2061
mod_vvisit_counterThis month19132
mod_vvisit_counterAll1217003

ดูสถิติผู้เข้าชมเว็บ
ใบสมัครสมาชิกสมาคมไทย-ลาว เพื่อมิตรภาพ โทร(02) 203 5000 ต่อ 14575  คลิกที่นี่ค่ะ
คน(ไทย)ทำหนังลาว : ศักดิ์ชาย ดีนาน พิมพ์
          หลังจากทำหนังลูกครึ่งหนังไทย-ลาว มาสี่เรื่อง เริ่มจาก สะบายดีหลวงพะบางแต่กรณีของ "ผ้าพันคอแดง" เรื่องล่าสุด ของ "ศักดิ์ชาย" ได้สัญชาติลาว "ภาพยนตร์เรื่องนี้มีสัญชาติลาว" เป็นคำบอกเล่า จาก ศักดิ์ชาย ดีนาน ผู้กำกับชาวไทย ภูมิลำเนาจากจังหวัดสุรินทร์ ที่กลายเป็นผู้กำกับหนังเอกชนเรื่องแรกของประเทศลาว เมื่อปี พ.ศ.2551 กับ "สะบายดีหลวงพะบาง" หนังโรแมนติก พระเอกไทย-นางเอกลาว ที่กลายมาเป็นหนังต่อเนื่องเรื่องรัก สบายดีฯ1 , สะบายดีฯ 2 คำตอบจากปากเซ และ สะบายดีฯ 3 วันวิวาห์
         การที่มีนักแสดงนำชายเป็นคนไทยและพูดภาษาไทย ผู้ผลิตและผู้กำกับเป็นคนไทย จึงมักถูกเรียกว่าเป็นหนังลูกครึ่งหนังไทย-ลาว แต่กรณีของ "ผ้าพันคอแดง" กลายเป็นหนังสัญชาติลาว เต็มตัว โดยนักแสดงทั้งหมดเป็นชาวลาว นำโดย คำลี่ พิลาวง อนุสอน วงคำมนตรี และ ภาษาพูดเป็นภาษาลาวตลอดเรื่อง
        "ทางกองการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ ของไทย ข้อแรกที่ระบุไว้ในกฏหมายคือ ผู้สร้าง ซึ่งหมายถึงนายทุนนั้นแหละ ต้องเป็นคนสัญชาติไทย อีกข้อคือ ต้องพูดภาษาไทยเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งข้อสองนี่แหละทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังลาว ก็ต้องยื่นให้กองการฯ พิจารณาในหมวดของหนังต่างประเทศ ก็ดูอินเตอร์ดี(ยิ้ม)" ผู้สร้าง อธิบาย
ศักดิ์ชาย โดดเด่นขึ้นมาในวงการ "หนังไทย" เมื่อเขามีดาราพ่อเหล็กอย่าง อนันดา เอเวอร์ริงแฮม เป็นพระเอกฝ่ายไทยคู่กับนางเอกสาวหน้าใหม่ "ใสทั้งหน้า ใสทั้งจริต" อย่าง คำลี่ พิลาวง
เรื่องแรก ก็ยากหน่อยในเรื่องการยื่นเอกสาร เพราะทางลาวเขายังไม่คุ้นกับงานแบบนี้ แต่พอผ่านสะบายดีหลวงพะบางมาด้วยดี งานต่อมาก็ง่ายแล้ว
"สะบายดีหลวงพะบาง ทำเงินได้มากกว่าทุกเรื่อง (ยิ้ม) เพราะคนกำลังตื่นเต้นไง มันไม่เคยมี และมันก็เป็นหนังแนวฟีลกู้ด เป็นเรื่องรักใสๆ แต่รายได้ก็แผ่วลงมาตามลำดับ" ศักดิ์ชาย เล่าถึงเส้นทางของงานหนัง ซึ่ง แม้เรื่องแรกจะเปิดตัวอย่างอลังการในฐานะ หนังเอกชนที่สร้างในประเทศลาวในรอบ 30 ปี นับจากลาวใช้ระบอบการปกครองสังคมนิยม และเป็นหนังที่ได้นายทุนสร้างร่วมกันทั้งจากฝั่งไทยและฝั่งลาว
แต่ในงานต่อๆมา เมื่อรายได้ไม่ฟู่ฟ่าเท่าเรื่องแรก ศักดิ์ชาย ก็กลายเป็นผู้สร้างหนังด้วยทุนส่วนตัวร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึง การหาทุนมาเอง จากการหยิบยืมพ่อแม่ พี่น้อง ญาติๆ ซึ่งเขาพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากว่า คนในบ้านคงไม่ฟ้องร้องเรื่องหนี้กับผมหรอก นายทุนเริ่มถอนตัวตอนสะบายดีฯ 2 และมีเพื่อนมาช่วยบ้าง แต่พอเรื่องที่ 4 "คิดถึงทุกคืน" ก็ลงทุนเอง
           ทุนรายจ่ายที่เป็นตัวเงิน เขารับผิดชอบเองทั้งหมดในการลงทุนสร้าง "ผ้าพันคอแดง" หนังเรื่องที่ 5 ที่เป็นงานสร้างในประเทศลาว ขณะที่หุ้นส่วนที่มาร่วมด้วยช่วยสร้างอย่าง บริษัท ลาว อาร์ตส์ มีเดีย นั้น ช่วยในแง่ทุนที่เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการถ่ายทำ ส่วนค่าทำโพสต์โปรดักชั่น และโปรโมท ก็ต้องหามาจ่ายเอง
"ธุรกิจหนังบ้านเรา ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เราถ่ายทำมาง่ายๆ ด้วยทุนจำกัดแค่ไหนก็ได้ แต่พอมาเจอค่าโพสต์โปรดักชั่น ค่าแล็บ ราคามันเท่ากันไม่ว่าจะเป็นหนังใหญ่หรือหนังที่ถ่ายมาแบบตั้งกล้องแช่ไว้ทั้งเรื่อง และสัดส่วนมันเยอะกว่าค่าใช้จ่ายในการถ่ายทำเสียอีก"

         การถ่ายทำด้วยกล้องถ่ายหนังดิจิทัล ทำให้หนังราคาถูกลง และสามารถเก็บภาพได้ "เผื่อ" ทั้ง ในช่วงที่ผู้กำกับ ขาน "แอ็คชั่น!" ลั่นกล้อง และช่วงที่นักแสดงกำลังซ้อมบท ซึ่งสามารถนำมาเติมเต็มในจุดด้อยจากนักแสดงที่เป็นมือใหม่ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะบรรดานักแสดงสมทบที่เป็นคนท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ศักดิ์ชาย บอกว่า โอกาสที่มีอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็น การมีนางเอก คำลี่ มีทุนพอที่จะสร้างหนังได้ เขาจึงลงแรงทำหนังเรื่อง ผ้าพันคอแดง "ทุนของผมเอง ที่สามารถทำหนังจบได้หนึ่งเรื่อง มีนักแสดงที่คนรู้จักบ้างแล้ว และสามารถเจรจากับโรงฉายได้แล้ว ผมก็ตัดสินใจทำเลย ส่วนหนังมันจะขาดทุนหรือไม่ ก็เป็นเรื่องภายหลัง"
สำหรับหนังของเขา ศักดิ์ชาย คิดว่า มันสะท้อนความเป็นลาว มากน้อยแค่ไหน ? "มัน สะท้อนได้อยู่แล้ว ในแง่ตัวตนตัวละครและวิถีที่เขาเป็น แต่ส่วนตัวผม หลังจากไปทำหนังที่ลาวมาสามสี่เรื่อง ผมกลับไม่รู้สึกว่าตัวเองไปต่างประเทศ และล่าสุดที่ไปเสียมเรียบ (กัมพูชา) ผมก็ไม่รู้สึก เพราะผมก็ฟังคนที่นั่นพูดรู้เรื่อง ผมอยู่สุรินทร์ผมก็รู้ภาษาเขมรบางคำ เพราะงั้น ผมจึงรู้สึกว่าประเทศแถบนี้ก็เหมือนๆกัน แต่ภาพที่ผมเสนออกมาในหนัง ก็เป็นมุมที่ผมชอบ เป็นลาวในแบบที่ผมชอบ มันก็ไม่ใช่ลาวทั้งหมดอยู่แล้ว"
           "แต่ถ้าถามว่า ทำหนังในต่างประเทศ มันจะสะท้อนให้เห็นตัวตนของความเป็นเชื้อชาติไหม ผมอยากจะบอกว่า ถ้ามันเป็นหนังรักนะ หนังมันจะเป็นเรื่องผู้ชายที่ตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้ชายหรือผู้หญิงคนนั้นจะเป็นชาตินั้น เราไม่สนใจแล้ว สำหรับเรื่อง ผ้าพันคอแดง เรื่องมันเป็นลาวก็จริง แต่ผมกลับรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องราวของคนกับวงเวียนกรรม ว่าไปก็เกี่ยวกับศาสนา"
            หลังจากมี ประสบการณ์ที่พึงพอใจกับการทำหนังที่ลาว เมื่อถามถึงโอกาสของคนทำหนัง น่าจะดีขึ้นหรือไม่ เมื่อเกิดเขตเศรษฐกิจประชาคมอาเซียน AEC   ศักดิ์ชาย ส่ายหน้า และอธิบายเหตุผลกระชับว่า "ธุรกิจโรงภาพยนตร์ น่ะได้ประโยชน์แน่นอน เพราะ AEC ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ ตอนนี้ก็มีนายทุนเข้าไปตั้งในลาว ในเวียดนามแล้ว แต่ในแง่คนทำหนัง คงไม่มีผลดีมากกว่านี้สักเท่าไร ถ้าจะบอกว่าคนจะมาลงทุนเพิ่มขึ้น มีการร่วมทุนเพิ่มขึ้น มันก็ไม่ต่างไปจากที่เป็นอยู่แน่"
             "เพราะ หนังและเพลง มันเป็นเรื่องรสนิยม คนที่เลือกลงทุนก็ต้องลงทุนตามรสนิยม และช่องทางที่เห็นกำไร แนวหนังเป็นยังไง ใครแสดง เรื่องเป็นยังไง มีจุดขายที่เขาเห็นว่าขายมั้ย จึงจะได้ทุน มันยังต้องยึดตามการตลาด เช่น ในรอบ30 ปีนี้ คนไทยอยากดูหนังเขมรไหม ก็ไม่และ มีหนังเขมรเรื่องเดียว ที่ได้เข้าฉายโรงปกติคือ งูเก็งก็อง อะไรประมาณนี้" ผู้กำกับ ยกตัวอย่าง มาริโอ้ เมาเร่อ หรือ อนันดา เอเวอริงแฮม ที่ไปทำงานหนังในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน เพราะ ทั้งสองเป็น ดารา ที่มีจุดขายชัดเจน
            "จริงๆ การค้าขายเสรีในย่านนี้มีมานานแล้ว ไทยไปตั้งโรงหนังไปลงทุนในลาว เวียดนามได้ แต่การลงทุนกับหนัง มันต้องดูตามโปรเจคต์ว่าตรงกับโอกาสทางการตลาดแค่ไหน มีเป้ อารักษ์ แสดงไหม มีเรื่องเป็นยังไง จะถูกใจคนดูไหม ในแง่ภาษี ในการทำงานข้ามแดนก็อาจจะถูกลง แต่โอกาสของการทำหนังก็ยังอยู่ที่ตัวโปรเจคต์ตามปัจจัยที่ว่าไว้นั่นแหละ"
ย้อนยุคหนังผีไทย
            แม้หนังจะถูกตีตราเป็น สัญชาติลาว แต่ผู้กำกับคนเขียนบทบอกว่า เป็นบรรยากาศย้อนยุคไทย
"ผม เป็นคนไม่ชอบดูหนังผีนะ แต่ชอบบรรยากาศของหนัง ความน่ากลัว ความน่าตกใจ แต่เป็นแนวที่ผมไม่ถนัด เพราะงั้นหนังที่ออกมามันก็เลยจะเป็นหนังผีในรูปแบบที่ย้อนยุคแบบที่คนยุค นี้อาจจะมองว่าแปลก เพราะมันจะเป็นตามแบบความทรงจำของผมสมัยเด็กที่เคยดูหนังผีไทย ยุค สมบัติ เมทะนี เป็นพระเอกน่ะ" หลังจากสร้างชื่อ กับหนังรักโรแมนติก มาสี่เรื่อง หนังเรื่องที่ 5 ของเขา เปลี่ยนแนวไปอย่างสิ้นเชิง เป็นแนวดราม่าที่ว่าด้วยเรื่องราวผีๆ และแน่นอนมีองค์ประกอบที่สำคัญที่แสดง "แนว" หนังผี ที่เขาเลือกมาเล่าด้วย
สิ่งสำคัญในหนังผีไทยย้อนยุค ที่ศักดิ์ชาย พบว่า เป็น "ความจำ" และจะเป็น องค์ประกอบ ที่เขาต้องการนำเสนอ "ความกลัว" ในหนังดราม่าว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับผีของเขา คือ
           "เสียงหมาหอน มันคือสิ่งที่เราจำ มันเป็นรูปแบบหรือแพทเทิร์นของหนังผีไทยนะ ถ้าเราได้ยินเสียงหมาหอนแบบนี้แสดงว่า ผีจะมาแล้ว เป็นความจำว่า มันน่ากลัว ในหนังผี ซึ่งตอนนี้(พ.ศ. 2555) เราหายากมากเลยนะ จะไปตามหาเสียงหมาหอนแบบนั้น เราต้องไปค้นหาใน sound library (เก็บเสียงต่างๆเพื่อใช้ประกอบในงานมัลติมีเดียทุกรูปแบบ) จริงๆ มันไม่ใช่เสียงหมาหอนปกติ แต่มีการสร้างขึ้นนั่นแหละ เพราะมันจะมีหมาที่ไหนหอนแบบนั้น มันได้ยินแต่ในหนัง(ผีไทย) และมันก็กลายเป็นความจำที่ทำให้เรากลัวมากสมัยเด็กๆ"
ผ้าพันคอแดง เล่าเรื่องราว 30 กว่าปีก่อน ที่หมู่บ้านเล็กๆ ทางเหนือของแขวงเวียงจันทร์ มีการเล่าลือกันถึงเรื่องของหมอยาสมุนไพรชื่อสิท เขามีแม่ที่นอนป่วยเป็นอัมพาต และมีเมียเป็นคนคอยช่วยดูแล สิทอยากจะรักษาแม่ให้หาย จึงเดินทางไปอบรมวิชาแพทย์ที่แขวง ผ่านไปเดือนกว่าๆ พอสิทกลับมาที่บ้านอีกครั้ง ก็มีเรื่องราวแปลกๆเกิดขึ้น มีคนลือเรื่องรถตกภูเขายังหาศพไม่เจอ คนข้างบ้านก็มักจะเห็นชายไม่มีหัว เดินวนเวียนรอบๆ บ้านยามค่ำคืน ในส่วนของตัวสิท ก็รู้สึกว่าร่างกายตัวเองมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แผลที่คอจากอุบัติของเขานั้นทำให้ต้องใช้ผ้าพันคอแดงพันไว้อยู่ตลอด มีเพียงเมียของสิท ที่เฝ้าจับตามองบางอย่างที่เกิดขึ้น และเธอก็เริ่มพบกับความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าพันคอแดง
            ผ้าพันคอแดง จะเปิดฉายในโรงภาพยนตร์ด้วยราคา 100 บาท ขาดตัว ในเครือโรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ เริ่ม 5 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป อาจจะเป็น ภารกิจสุดท้ายที่เมืองลาว ในฐานะคนทำหนังของ ศักดิ์ชาย เมื่อเจ้าตัวบอกว่า ถึงเวลาที่อยากไป"เล่าเรื่อง" ที่เมืองอื่นๆ เช่น สุรินทร์ บ้านเกิดของเขา เป็นต้น "ผมก็พูดมาหลายครั้งแล้วล่ะ แต่ตอนนี้คงจบแล้ว เพราะอยากมีเรื่องที่อื่นๆ ที่อยากเล่าแล้ว"
เกี่ยวกับภาพยนตร์ภาษาลาว
        ใน ยุคแรกประมาณปี พ.ศ. 2493-2518 ภาพยนตร์ลาวส่วนใหญ่เป็นหนังสารคดีที่ทำขึ้นเพื่อโน้มน้าวประชาชนให้รักชาติ ภายใต้การอำนวยการสร้างของรัฐบาลและกลุ่มแนวลาวรักชาติ (Lao Patriotic Front) อาทิเช่นภาพยนตร์เรื่อง Gathering in the Zone of Two Provinces ถือเป็นภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุด ไม่ปรากฏปีที่สร้าง สร้างโดยชาวเวียดนาม ,20 ปีแห่งการปฏิวัติ (1965) , ไซซะนะละดูแล้ง (ชัยชนะฤดูแล้ง - 1970) และ แดนแห่งอิดสะระ (1970)
          ต่อมารัฐบาลลาวเริ่มทำหนังบ้างและมีจุด ประสงค์เพื่อปลูกฝังให้คนรักชาติเช่นเดิม เช่น เพื่อนฮัก เพื่อนแค้น และ แผ่นดินของเฮา (ทั้ง 2 เรื่องไม่ปรากฏปีที่ฉาย) มีการเผยแพร่ด้วยวิธีเร่ฉายตามชานเมืองเพื่อให้เข้าถึงคนหมู่มาก  หลัง จากช่วง พ.ศ.2518 หลังการปลดปล่อยประเทศ วงการหนังลาวเข้าสู่ภาวะซบเซา แต่อย่างไรก็ตามกระทรวงวัฒนธรรมได้ตั้งศูนย์สำเนาฟิล์มขึ้นเพื่อรักษาฟิล์ม หนังและผลิตสารคดีเผยแพร่ทางโทรทัศน์ในวาระสำคัญต่างๆ มากกว่าการปลุกระดมดังแต่ก่อน เช่น บันทึกการประชุมนานาชาติ ,บันทึกเหตุการณ์น้ำท่วม, บันทึกการสร้างเมืองใหม่ เป็นต้น ต่อมาปี ค.ศ. 1983 รัฐบาลลาวและเวียดนามร่วมกันสร้างภาพยนตร์เล่าเรื่องเรื่องแรก คือ เสียงปืนจากทุ่งไห่ กำกับโดย สมจิต พนเสนาและ พัน กี นัม ผู้กำกับชาวเวียดนาม เป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกองกำลังทหารยุคคอมมิวนิสต์ แต่ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีนัก ต่อมารัฐบาลลาวสร้างหนังเรื่อง บัวแดง ในปี 1988 เป็นเรื่องราวรันทดของครอบครัวที่ถูกพรากจากกันโดยสงครามกลางเมือง เป็นเรื่องที่มีฉากหลังอยู่ในปี 1972 ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี และมีหนังจากทุนเวียดนาม ทีมงานเวียดนาม เรื่อง ขรัวพญาช้าง เล่าเรื่องคนลาวต่อสู้กับอเมริกา ออกฉายในปี 2004 เป็นการฉายโชว์ ตามงานต่างๆ เท่านั้น หลังเปิดประเทศปี (พ.ศ. 2535) การนำหนังต่างประเทศไปฉายตามโรง แต่ยังไม่มีใครผลิตออกมา เป็นเวลาสิบกว่าปีจึงเริ่มต้นด้วยหนังเรื่องแรก
1. สะบายดีหลวงพะบาง - 2551
นำแสดงโดย อนันดา เอเวอริ่งแฮม ,คำลี่ พิลาวง (กำกับโดย ศักดิ์ชาย ดีนาน,อนุสอน สิริสักดา)
2. ขอเพียงรัก - 2553
(กำกับโดย อนุสอน สิริสักดา)
3.ไม่มีคำตอบจากปากเซ - 2553
4.สะบายดีวันวิวาห์ - 2554
5.บุญทัน คนดีที่เขาลืม - 1 2554
6. คิดถึงทุกคืน - 2555
7..ปลายทาง - 2012
(กำกับโดย อนิสัย แก้วลา)
8.ฮักอ่ำล่ำ - 2012
(กำกับโดย ภานุมาศ ดีสัตถา)
9.ผ้าพันคอแดง - 2012
ปัจจุบัน ลาว มีโรงภาพยนตร์อยู่สามเมือง เวียงจัน, สะหวันนะเขต ,ปากเซ หนังโดยส่วนใหญ่นำก็อปปี้ฟิล์มจากไทยเข้าไปฉาย ทั้งหนังไทย และหนังต่างประเทศที่พากษ์ไทย
(ข้อมูลจาก เบื้องหลังงานสร้าง ผ้าพันคอแดง)

ที่มา :กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 ธันวาคม 2555

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
EXIM BANKแจกฟรี “หนังสือทิศทางการส่งออกและลงทุนเล่ม 12”
Image ธสน. แจกฟรี! “หนังสือทิศทางการส่งออกและลงทุนเล่ม 12” โอกาสเปิดดำเนินการครบรอบ 15 ปี ติดต่อขอรับหนังสือได้ที่ส่วนประชาสัมพันธ์ ชั้น 18 ธสน. สำนักงานใหญ่หรือสาขาทุกแห่ง สอบถาม โทร. 0 2271 3700, 0 2617 2111 ต่อ 1143-7 หนังสือทิศทางการส่งออกและการลงทุนเล่ม 12
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว มหาวิทยาลัยจำปาสัก กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้