ศูนย์ข้อมูลลาว สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร. 0 4333 2309 ภายใน มข. 12399 

สารมิตรภาพไทย-ลาว

หน้าแรก
แนะนำศูนย์ฯ
กระดานสนทนา
ข่าวจากศูนย์ข้อมูลลาว
เศรษฐกิจ การลงทุน
ประเพณี วัฒนธรรม
ข่าวแวดวงสปป.ลาว
สถานทูตไทย ณ เวียงจันทน์
สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ แขวงสะหวันนะเขต
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ข่าวจาก สคต.
เที่ยวลาว
แผนที่ลาว
ฐานข้อมูลลาว
สารมิตรภาพไทย-ลาว
ชมรมนักศึกษาลาว
ห้องสมุดศูนย์ข้อมูลลาว
ภาพสวยๆของลาว
บทความ
ติดต่อเรา
สำนักวัฒนธรรม มข.
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับสปป.ลาว
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สำนักข่าวสารประเทศลาว
เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
Administrator
สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 18325133
ขณะนี้มี 25 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Visitors Counter
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday554
mod_vvisit_counterYesterday1111
mod_vvisit_counterThis week8076
mod_vvisit_counterThis month16456
mod_vvisit_counterAll1214327

ดูสถิติผู้เข้าชมเว็บ
ใบสมัครสมาชิกสมาคมไทย-ลาว เพื่อมิตรภาพ โทร(02) 203 5000 ต่อ 14575  คลิกที่นี่ค่ะ
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและ สปป. ลาวบนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจเหนือ – ใต้ ( North – South Econ พิมพ์

นายเฉลิมพล  พงศ์ฉบับนภา  อัครราชทูตที่ปรึกษา  (ฝ่ายการพาณิชย์)  ประจำสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  เปิดเผยว่า  จากบทบันทึกแผนความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป. ลาว  เมื่อวันที่  25 – 27  ธันวาคม  2549  ที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป. ลาว  ได้มีข้อตกลงที่จะช่วยเกื้อกูลให้เศรษฐกิจของสองประเทศ (ไทย – ลาว) มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน  ซึ่งเมื่อปี  2550  ที่ผ่านมา  ได้มีการจัดประชุมสามฝ่ายระดับรัฐมนตรีการค้า (ไทย – สปป. ลาว – และ สส. เวียดนาม)  เรื่องการใช้ประโยชน์สูงสุดจากสะพานมิตรภาพ 2 (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต) และเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก – ตะวันตก ( EWEC : East – West Economic Corridor )  ทั้งนี้เพราะเมื่อสะพานมิตรภาพ 2  เปิดใช้แล้ว  ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์เสียทีเดียว เปรียบเสมือนฮาร์ดแวร์( Hard  Ware ) เสร็จแล้ว  แต่การที่จะให้การใช้สะพานเกิดความลื่นไหล  มีการใช้อย่างเต็มที่ตามเป้าหมาย  และเกิดประโยชน์สูงสุดจากสะพานที่สร้างขึ้น  ก็จะต้องมีการเจรจาพูดคุยกันในเรื่องของ คน  ในเรื่องของรถ  สินค้า  เอกสาร  และทางด้านการประกันภัย  ระหว่างสามประเทศที่ใช้เส้นทาง 

เป็นต้นว่า  คนที่มีพาสพอท(Passport) หรือไม่มีแต่มีบอเดอพาส  สามารถนำรถยนต์เข้าออกได้แค่ไหน รถพวงมาลัยซ้ายขวาหางไปได้สามประเทศแต่หัวรถจะเปลี่ยนถ่ายกันที่ไหนอย่างไร  สินค้าสามารถบรรทุกได้  21  ตัน  หรือ  24  ตัน  หรือ  27  ตัน  จะต้องมีความชัดเจน  เอกสารใบกำกับสินค้าจะใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไร  การเปิดปิดด่านในแต่ละประเทศจะใช้เวลาที่สอดรับกันอย่างไรไม่ต้องติดนอนกันกลางทาง  ทำประกันภัยรวดเดียวได้หรือไม่  สิ่งเหล่านี้คือส่วนที่เป็นซอฟแวร์ (Soft  Ware) ที่คนทั่วไปมักไม่ได้คำนึงถึง  แต่กลับเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องมีการปรับระบบเชื่อมโยงกันให้ได้  ถึงจะทำให้การใช้สะพานเกิดประโยชน์สูงสุดได้  ไม่เช่นนั้นจะก่อให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ทำให้มีเบี้ยบ้ายรายทางจากความไม่ชัดเจนหรือช่องว่างจากกฎกติการะหว่างประเทศ  จนทำให้ต้นทุนสินค้าสูงเกินความจำเป็น  ปริมาณการใช้เส้นทางก็จะน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  และการเจรจาในกรอบความร่วมมือสามประเทศ (ไทย – สปป. ลาว – และเวียดนาม)  ก็ต้องใช้เวลามากกว่าการเจรจาสองประเทศ  แต่อย่างไรก็ตามสามารถเรียนรู้ประสบการณ์จากการใช้สะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 (หนองคาย – นครหลวงเวียงจันทน์)  นำมาใช้ขยายผล  ก็น่าจะเกิดผลคืบหน้าได้เร็วขึ้น

   นายเฉลิมพล  พงศ์ฉบับนภา  อัครราชทูตที่ปรึกษา(ฝ่ายการพาณิชย์)  กล่าวต่อไปว่า  สำหรับในปี  2551  นี้  มีเรื่องที่จะต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดผลในเชิงรูปธรรมมากขึ้นในด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์  บนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนว เหนือ – ใต้ (North – South Economic Corridor) และ  R3E   เพราะเส้นทางสายนี้ใน สปป. ลาว เสร็จสมบูรณ์แล้ว  และใน สป. จีน  จากด่านบ่อเต็น(สปป. ลาว)  - บ่อหาน (จีน) จนถึงเชียงรุ้ง หรือสิบสองปันนา  และไปถึงคุนหมิง เป็นถนนซุปเปอร์ไฮเวย์จะแล้วเสร็จในปีหน้า  เหลือแต่เพียงสะพานเชื่อมระหว่าง อ. เชียงของ(จ. เชียงราย) กับ เมืองห้วยทราย (แขวงบ่อแก้ว)  ที่จีนและไทยจะร่วมกันลงทุนก่อสร้างให้แล้วเสร็จในปี  2554  เหลือเวลาเพียง  3 – 4  ปี  นับว่าเป็นระยะเวลาที่ไม่นานนัก  ในปัจจุบันมีการใช้แพขนานยนต์ข้ามไปมากันอยู่แล้ว  มีรถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงส่งจากไทยไปยังจีน  เส้นทางสาย R3E  จะมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์  ต่อไปผู้ประกอบการไทยอาจจะมีโอกาสนำสินค้าอาหารทะเล หรืออาหารทะเลแช่แข็งไปขายในตลาดเชียงรุ้ง หรือคุนหมิง เพราะมณฑลของจีนทางตะวันตกเฉียงใต้จะห่างไกลทะเล  และประชาชนเริ่มมีรายได้มากขึ้นจากการมุ่งพัฒนาตะวันตกเฉียงใต้ของจีน  ซึ่งคนไทยควรจะต้องออกไปดูนอกบ้านให้มากขึ้น  ที่ผ่านมาได้นำคณะผู้แทนการค้าไทยหลายคณะเพื่อศึกษาเส้นทางสายนี้ว่าควรทำกิจกรรมทางการค้าอะไรได้บ้าง  เพราะถ้ารอให้สะพานเสร็จ  ประเทศอื่นก็เอาไปหมด  โดยเฉพาะเส้นทาง  R3E  ช่วงระหว่างแขวงบ่อแก้วกับแขวงหลวงน้ำทา  ใน สปป. ลาว  เป็นความงดงามตามธรรมชาติหาซื้อไม่ได้  ต่อไปจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ  และเส้นทางลำน้ำโขงในทางตอนเหนือของ สปป. ลาว จากแขวงบ่อแก้ว  แขวงอุดมไชย  และแขวงหลวงพระบาง   ก็จะกลายเป็นเส้นทางอีโคทัวร์ริสซึ่ม ( Ecotourism) 
          ในส่วนของฝ่าย สปป. ลาว  ที่บางรายยังมองว่า สปป. ลาวเป็นเพียงทางผ่าน  และการใช้เส้นทางจะต้องมีค่าบำรุงรักษา  มองในทำนองว่าลาวได้รับประโยชน์น้อยนั้น  อันนี้  ขึ้นอยู่กับแนวความคิดของแต่ละคน  สำคัญอยู่ที่การวางทิศทางตำแหน่งของแต่ละแขวง  ว่าอยากให้แขวงของตัวเองพัฒนาไปในทิศทางใด  ถ้าไม่มีทุนรอนมาก  ก็ต้องดึงนักลงทุนจากที่อื่นเข้าไป  เพื่อที่จะสร้างกิจกรรมให้คนมีงานทำ  ให้มีแหล่งที่พักที่ท่องเที่ยวและพักค้างคืนในลาวก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังประเทศอื่น แต่เมื่อนักลงทุนเข้าไปแล้ว ก็ต้องมีการอำนวยความสะดวกอย่าให้เกิดการติดขัดในขั้นตอนการปฏิบัติ  ไม่เช่นนั้น  นักลงทุนก็จะหนีไปหาแหล่งลงทุนที่อื่น  ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ  เป็นเรื่องที่มนุษย์คิดขึ้นและทำได้  ดังนั้น  ในปี  2551  ทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ  กระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทย   จึงได้กำหนดโครงการกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจบนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนว เหนือ – ใต้ (North 3 South Economic Corridor) และ R3E  ดังนี้ 
        1.จัดประชุมระหว่างผู้ประกอบการจากหอการค้าจังหวัดในภาคเหนือ ( 8 จังหวัดภาคเหนือ)  กับสภาการค้าและอุตสาหกรรมแขวงทางตอนเหนือ  6  แขวง ของ สปป. ลาว (แขวงบ่อแก้ว  แขวงหลวงน้ำทา  แขวงแขวงอุดมไชย  แขวงหลวงพระบาง  แขวงพงสาลี  แขวงไชยะบุรี)

โดยจัดที่แขวงบ่อแก้ว  สปป. ลาว  ในวันที่  9  เมษายน  2551  เป้าหมายไทย –ลาว  ประมาณ  50  คน  และจำนำฝ่ายไทยเข้าเยี่ยมคารวะเจ้าแขวงบ่อแก้ว   เจ้าแขวงหลวงน้ำทา  เจ้าแขวงอุดมไชย  ระหว่างวันที่  10 – 11  เมษายน  2551  การประชุมในครั้งนี้  เพื่อศึกษาศักยภาพความเป็นไปได้ด้านการค้าการลงทุน  การท่องเที่ยว  การบริการ  และด้านโลจิสติกส์  บนเส้นทาง  R3E  เพื่อเป็นการปูพรหมและสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาคส่วนไทย- ลาว  โดยเฉพาะผู้ประกอบการในพื้นที่ทางตอนเหนือทั้งของไทยและ สปป. ลาว  การพัฒนาต้องเริ่มจากความไว้เนื้อเชื่อใจกันก่อน  และต้องร่วมกันคิดร่วมกันทำตั้งแต่ต้น  จะได้ไม่ระแวงต่อกัน  ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ร่วมกัน
        2. จัดทัศนะศึกษา  และจัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business  Matching)  ระหว่างไทย – ลาว  ทางด้านการค้า  การลงทุน  โลจิสติกส์  การเกษตรแบบมีสัญญา (Contract  Farming )  การท่องเที่ยว และอื่น ๆ  เป้าหมายภาครัฐและและเกชนไทย – สปป. ลาว  จำนวน  200  คน (ฝ่ายไทย  100 คน  และฝ่าย สปป. ลาว  100 คน)  ในระหว่างวันที่  8 – 12  พฤษภาคม  2551  ณ  แขวงบ่อแก้ว  สปป. ลาว  เป็นการลงลึกในรายละเอียดเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติและการทำธุรกิจร่วมกัน  และสรุปทุกประเด็นทุกสาขา  เพื่อนำไปสู่การเปิดเจรจากับทาง สป. จีน ในระดับรัฐมนตรีสามฝ่าย (ไทย  - สปป. ลาว – สป. จีน)  เรื่องการใช้ประโยชน์สูงสุดจากการใช้สะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 และเส้นทาง  R3E  ตามยุทธศาสตร์ระเบียงเศรษฐกิจแนว เหนือ – ใต้ (NSEC)  ในช่วงปลายปี  2551
        จากนั้น  นายเฉลิมพล  พงศ์ฉบับนภา  กล่าวว่า  เป็นการดำเนินการที่เป็นขั้นเป็นตอน  เพื่อเตรียมการรองรับการเปิดสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4  (เชียงของ – ห้วยทราย)   พอสะพานแล้วเสร็จการใช้ประโยชน์จากสะพานก็จะเกิดความลื่นไหล เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ  และเกิดประโยชน์กับทั้งสามประเทศ   นายเฉลิมพล  กล่าวในที่สุด

ที่มา : ข่าวสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ  เวียงจันทน์  ฉบับฉบับที่  33 / 2551      2  เมษายน  2551

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว มหาวิทยาลัยจำปาสัก กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้