ศูนย์ข้อมูลลาว สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร. 0 4333 2309 ภายใน มข. 12399 

สารมิตรภาพไทย-ลาว

หน้าแรก
แนะนำศูนย์ฯ
กระดานสนทนา
ข่าวจากศูนย์ข้อมูลลาว
เศรษฐกิจ การลงทุน
ประเพณี วัฒนธรรม
ข่าวแวดวงสปป.ลาว
สถานทูตไทย ณ เวียงจันทน์
สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ แขวงสะหวันนะเขต
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ข่าวจาก สคต.
เที่ยวลาว
แผนที่ลาว
ฐานข้อมูลลาว
สารมิตรภาพไทย-ลาว
ชมรมนักศึกษาลาว
ห้องสมุดศูนย์ข้อมูลลาว
ภาพสวยๆของลาว
บทความ
ติดต่อเรา
สำนักวัฒนธรรม มข.
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับสปป.ลาว
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สำนักข่าวสารประเทศลาว
เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
Administrator
สถิติ
ผู้เยี่ยมชม: 16889579
ขณะนี้มี 76 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Visitors Counter
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday139
mod_vvisit_counterYesterday1074
mod_vvisit_counterThis week3307
mod_vvisit_counterThis month22998
mod_vvisit_counterAll1117817

ดูสถิติผู้เข้าชมเว็บ
ใบสมัครสมาชิกสมาคมไทย-ลาว เพื่อมิตรภาพ โทร(02) 203 5000 ต่อ 14575  คลิกที่นี่ค่ะ
รายงานพิเศษ : “อลงกรณ์” เดินหน้าโลจิสติกส์การค้าฯ ดันลาวขึ้นฮับหน้าต่างกระจายสินค้าไทย พิมพ์

       เมื่อวันที่ 16-18 มกราคมที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ นำโดยนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการโลจิสติกส์การค้า ได้นำคณะผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เดินทางสำรวจหนึ่งในเส้นทางการค้า หรือนิวเทรดเลนส์ที่สำคัญ ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “โลจิสติกส์การค้าสัญจร ครั้งที่ 5” ภายใต้จุดประสงค์เพื่อผลักดันและเตรียมความพร้อมภายใต้เขตการค้าเสรีที่มีผลไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา งานนี้ไทยในฐานะประเทศผู้นำในกลุ่มอาเซียน จะมีแนวทางรองรับการค้าหรือเตรียมใช้ประโยชน์จากเส้นทางเชื่อมต่อได้อย่างไร คงต้องติดตาม

         “นายอลงกรณ์ พลบุตร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการโลจิสติกส์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางนำคณะภาครัฐและภาคเอกชน เยือนจังหวัดอุบลราชธานี มุกดาหาร นครพนม หนองคาย เมืองสะหวันเขต และนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

        ภายใต้โครงการโลจิสติกส์การค้าสัญจรครั้งที่ 5 เพื่อสำรวจเส้นทางโลจิสกส์ระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 16-18 มกราคม 2553 เรียกว่าตั้งแต่เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ชายแดนมุกดาหาร-สะหวันนะเขต ชายแดนท่าแขก แขวงคำม่วน-นครพนม เมืองปากซัน แขวงบอริคำไซ นครหลวงเวียงจันทน์ และจังหวัดหนองคาย เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ซึ่งสอดคล้องและส่งเสริมการค้าภายใต้กรอบ AFTA ในการส่งเสริมการลงทุนทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ การท่องเที่ยว การพัฒนาด่านชายแดนไทย-สปป.ลาว รวมถึงการสนับสนุนและผลักดันผู้ประกอบการ SMEs ในนภาคอีสานของไทยให้เกิดการค้าขายกับส ปป.ลาว

      “การเดินทางในครั้งนี้ทางไทยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ดร.นาม วิยะเกด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า, ฯพณฯ สมมาด พนเสนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง และ พณฯ ดร.สินละวง คุดไพทูน รัฐมนตรีว่ากระทรวงแผนการและการลงทุน รวมถึงรองเจ้าครองนครหลวงเวียงจันทน์ ให้การต้อนรับและร่วมหารือในเรื่องของระบบโลจิสติกส์ระหว่างไทยและ สปป.ลาว โดยทั้งสองประเทศมีความเห็นตรงกันว่าการพัฒนาความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ระหว่างไทยและ สปป.ลาว จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาทางด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวและความสัมพันธ์ระหว่างไทยและ สปป.ลาวรวมถึงเล็งเห็นถึงศักยภาพของ สปป.ลาวที่จะพัฒนาจาก Land Lock เป็น Land Link และ Land Bridge ระหว่างประเทศไทย-ลาว-เวียดนาม-และทางใต้ของจีน ภายใต้เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ

ดันการค้าไทย-ลาวโตแสนล้าน
        การเดินทางไปเยือนครั้งนี้เพื่อเปิดประตูการค้าสองฝ่ายระหว่างไทย-ลาว พร้อมทั้งผลักดันให้การค้าสองฝ่ายปีนี้ขยายตัว 1 แสนล้านบาท หลังจากปี 2552 ที่ผ่านมาการค้าชายแดนได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก สำหรับมูลค่าการค้าระหว่างไทย-ลาวปี 2550 มีมูลค่า 61,480 ล้านบาท ขยายตัว 5.1% ปี 2551 มีมูลค่า 78,964 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.4% ส่วนปี 2552 ที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ย.52) คิดเป็นมูลค่า 65,484 ล้านบาท โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 36,652 ล้านบาท ซึ่งกว่า 90% มาจากการค้าผ่านชายแดน

        อย่างไรก็ตาม จะมีการเข้าพบกับบุคคลสำคัญของ สปป.ลาว เพื่อกระชับความสัมพันธ์ จะเน้นไปที่การผลักดันให้ลาวเตรียมความพร้อมก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ภายในปี 2015 ตลอดจนติดตามความคืบหน้าในการเชื่อมโยงระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ร่วมกัน ผ่านทางด่านชายแดน โดยเฉพาะการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 จังหวัดนครพนม-แขวงคำม่วน และสะพานแห่งที่ 4 ทางอำเภอเชียงของ เชียงราย-แขวงบ่อแก้ว สำหรับเชื่อมการค้าจากไทยถึงจีน เวียดนาม นอกจากนี้จะหารือกับรัฐมนตรีด้านการลงทุนและโยธาฯ ของ สปป.ลาว เพื่อติดตามความคืบหน้าในการลงทุน ขณะนี้อุตสาหกรรมที่ไทยน่าจะเข้าไปลงทุนในลาว โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร ไฟฟ้า พลังงานทดแทน การขนส่งและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ ท่องเที่ยว รองรับการใช้สิทธิประโยชน์จากอาฟตา

        แม้การค้าไทย-สปป.ลาว ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด จากปี 2547 มีมูลค่าการค้า 29.130 ล้านบาท เพิ่มเป็น 77,521 ล้านบาท ในปี 2551 ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 33.2 ต่อปี และในปี 2552 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนตุลาคม ไทยมีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศกับ สปป.ลาว 58,578 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 12.4 และมีปริมาณการค้าชายแดนกับ สปป.ลาว รวม 57,769 ล้านบาท เป็นการส่งออก 43,640 ล้านบาท และการนำเข้า 14,130 ล้านบาท สาเหตุที่ลดลงเป็นผลจากวิกฤตการณ์ทางการเงินโลก และราคาผลผลิตทางเกษตรตกต่ำ

        โดยเฉพาะประเทศ สปป.ลาวนั้นการค้าชายแดนถือว่าเป็นระบบการค้าที่มีความมั่นคงมาก เนื่องจากเพราะทั้ง 2 ประเทศเป็นประเทศที่มีประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา ความเป็นอยู่ที่เหมือนกันโดยเฉพาะภาษาพูดที่สามารถเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี จึงเป็นจุดแข็งที่ทำให้การค้าชายแดนระหว่างไทย-ลาว มีความมั่นคง รวมไปถึงการทำตลาดก็ง่ายเพราะสื่อต่างๆ ของไทยคนลาวก็สามารถเข้าใจได้ดี อย่างไรก็ตามเมื่อไทยสามารถขายสินค้าให้กับคนลาวได้ดี ประเทศไทยก็น่าที่จะซื้อสินค้าจากประเทศลาวให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้เกิดคู่ค้าที่มีความมั่นคง

ค้าชายแดนไทย-ลาวน่าจับตา
         สำหรับมูลค่าการค้าชายแดนไทย-ลาว ที่ผ่านด่านศุลกากร 11 ด่าน ได้แก่ ด่านฯ เชียงแสน ด่านฯ เชียงของ ด่านฯ เชียงคาน ด่านฯ ท่าลี่ ด่านฯ หนองคาย ด่านฯ บึงกาฬ ด่านฯ นครพนม ด่านฯ เขมราฐ ด่านฯ มุกดาหาร ด่านฯ พิบูลมังสาหาร และด่านฯ ทุ่งช้าง ปีงบประมาณ 2552 มีมูลค่า 77,488 ล้านบาท (ขยายตัวลดลง 5.8% เปรียบเทียบกับปีก่อน) โดยการนำเข้ามีมูลค่า 17,444 ล้านบาท (ลดลง 10.6%) ส่งออก จำนวน 60,044 ล้านบาท ลดลง 4.3% สัดส่วนมูลค่าการค้าชายแดนไทย-ลาวมีสัดส่วน9.7% ของมูลค่าการค้าชายแดนรวม

        โดยเฉพาะปีงบประมาณ 2552 สินค้าหลักที่นำเข้าจากลาว ได้แก่ ทองแดงและผลิตภัณฑ์ มูลค่านำเข้า 7,486 ล้านบาท (คิดเป็น 43%) ทั้งหมดนำเข้าทางด่านมุกดาหาร รองลงมา ได้แก่ ไม้และของทำด้วยไม้ มูลค่านำเข้า 2,101 ล้านบาท (คิดเป็น 12%) ยานบกและส่วนประกอบ นำเข้า 1,007 ล้านบาท (สัดส่วน 5.8%) ปีงบประมาณ 2552 มีการนำเข้าข้าวโพดเพิ่มขึ้น ประมาณ 330 ล้านบาท (ขยายตัว 75%) ส่วนใหญ่นำเข้าทางด่านฯ ท่าลี่ มีสินค้าที่นำเข้าจากลาว 52% ผ่านทางด่านฯ มุกดาหาร นำเข้าทางด่านฯ หนองคาย 12% นอกจากนั้นมีการนำเข้าทางด่านท่าลี่ นครพนม เชียงแสน เชียงของ และพิบูลมังสาหาร

        ส่วนสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่มีมูลค่าสูงในปีงบประมาณ 2552 ได้แก่ เชื้อเพลิง (มูลค่าส่งออก 11,249 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19% ของมูลค่าการส่งออกรวม) ยานบกและส่วนประกอบ (มูลค่าส่งออก 8,619 ล้านบาท คิดเป็น 14%) เครื่องจักรกล (ส่งออกมีมูลค่า 5,447 ล้านบาท หรือ 9%) เครื่องดื่ม สุรา (มูลค่าส่งออก 3,239 ล้านบาท สัดส่วน 5%) และเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า (มูลค่าส่งออก 2,602 ล้านบาท สัดส่วน 4.3%) โดยมูลค่าการส่งออก 49% เป็นการค้าผ่านด่านฯ หนองคาย รองลงมาได้แก่ ด่านฯ มุกดาหาร ร้อยละ 14 และอีกประมาณ 9% เป็นการค้าผ่านด่านฯ เชียงแสน

เปิดศูนย์ฯ บุกการค้าชายแดน
        จากนี้ไปกระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นกว่าที่ผ่านมาในอดีต โดยที่จะเน้นถึงการค้าชายแดนนั้นจะมีการจัดระบบระเบียบ อำนวยความสะดวกด้านต่างๆ ให้มากขึ้น พร้อมกันนี้ก็จะมีการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมการค้าชายแดนสำหรับประเทศที่มีพื้นที่ติดกับประเทศไทยทั้ง 4 ประเทศขึ้นมาคือ ด้านประเทศลาวตั้งที่จังหวัดหนองคาย หรืออุดรธานี, ด้านกัมพูชาตั้งที่จังหวัดศรีสะเกษ, ด้านพม่าตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงราย และด้านประเทศมาเลเซียตั้งอยู่ที่จังหวัดสงขลา โดยศูนย์ฯ ดังกล่าวจะทำหน้าที่ในการส่งเสริมการค้า และส่วนหนึ่งก็จะคอยทำหน้าที่การค้าเสรีอาเซียนและอาฟตา

        และการที่จะทำให้การค้าทั้งไทย-ลาวและประเทศเพื่อนบ้านขยายตัวสูงนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการค้าตามแนวชายแดนมาประชุมร่วมกัน เป็นการประชุมทั่วๆ ไปของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติในพื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมรับมือการเปิดการค้าเสรี หรือ อาฟตา ในวันที่ 1 มกราคม 2553 ของประเทศอาเซียน และเป็นนโยบายและยุทธศาสตร์ขยายการค้าของเรากับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านรอบประเทศเราทั้ง 4 ด้านคือ ประเทศ สปป.ลาว-กัมพูชา-พม่าและประเทศมาเลเซีย ที่ทางกระทรวงพาณิชย์จะเน้นการค้าด้านนี้ให้มากขึ้น โดยมีเหตุผล 2 ประการคือ

        1.การค้าชายแดนนี้เป็นส่วนที่ทั้ง 2 ประเทศที่เป็นคู่ค้ากันได้รับผลประโยชน์ร่วมกันเพราะเป็นการค้าที่มีต้นทุนการค้าต่ำ หากว่าสถานการณ์ต่างๆ เอื้ออำนวย เช่น การขนส่ง และกฎระเบียบต่างๆ ของทั้งฝ่ายเอื้ออำนวย จะทำให้ประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมานั้นการค้าตามแนวชายแดนระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้านมีมูลค่าการค้าหลายแสนล้านบาทต่อปี ซึ่งหากว่าในอนาคตสามารถที่ขยายการค้าชายแดนได้มากขึ้นก็ยิ่งจะทำให้การค้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้านดีขึ้น 2.นโยบายของอาเซียนที่มีการเปิดการค้าเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียนขึ้นมา ซึ่งคาดว่าในระยะยาวระบบการค้าเสรีหรืออาฟตาที่ประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มนั้นจะเกิดผลและเป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศมากขึ้น โดยที่ต้องอาศัยรูปแบบของการค้าชายแดนเป็นตัวเพิ่มมูลค่า

ตรวจความพร้อมสะพานเชื่อมแห่งที่ 3
      นอกเหนือจากการกระชับสัมพันธ์อันดีกับลาวแล้วและอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ทางคณะฯ ได้ลงพื้นที่สำรวจความคืบหน้า คือ โครงการการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติแห่งที่ 3 จากนครพนม-แขวงคำม่วน สปป.ลาว หลังลงนามในบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ร่วมกันระหว่างกระทรวงคมนาคมของไทย และกระทรวงคมนาคม สปป.ลาว เพื่อร่วมกันทำการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติแห่งที่ 3 เชื่อมจังหวัดนครพนม-แขวงคำม่วน สปป.ลาว โดยสะพานแห่งนี้จะกลายเป็นจุดเชื่อมโยงในประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคที่สำคัญแห่งหนึ่งและยังช่วยในการอำนวยความสะดวกด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ตลอดจนการคมนาคมขนส่งและกระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวชายแดนไทย-สปป.ลาวได้ และยังช่วยเอื้ออำนวยต่อการขยายความร่วมมือในกรอบพหุภาคี และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ก่อให้เกิดผลประโยชน์สู่ประชาชนทั้ง 2 ชาติ และประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคโดยรวม ที่จะกระจายไปหลายภูมิภาค

         ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 นี้ รัฐบาลไทยได้ให้การสนับสนุนงบประมาณและการดำเนินการก่อสร้าง 1,760 ล้านบาท สะพานมีความยาวรวม 1.4 กิโลเมตร ซึ่งหลังตรวจความเรียบร้อย คาดว่าจะสร้างเสร็จภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 ซึ่งจะเชื่อมต่อจากบ้านห้อม ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม ไปยังบ้านเวินใต้ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน

        ความคืบหน้าล่าสุด สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 ก่อสร้างรุดหน้าไปแล้วกว่า 24% และคาดว่าจะทำการเปิดใช้เพื่อฉลองครบรอบ 60 ปีความสัมพันธ์ไทย-สปป.ลาว ไทยจะทำการติดไฟแสงสว่างเป็นระยะทาง 12 กิโลเมตร บนสะพานมิตรภาพระหว่างหนองคาย-เวียงจันทน์ คาดว่าจะใช้งบประมาณ 3 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่ออนุมัติงบประมาณในการติดตั้ง รวมถึงเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีความสัมพันธ์ไทย-สปป.ลาว และเฉลิมฉลองครบรอบ 450 ปี นครหลวงเวียงจันทน์ ที่จะมีการจัดงาน “Thailand Trade Exhibition” ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ที่จะจัดขึ้น ณ นครหลวงเวียงจันทน์ในปีนี้ จะเป็นการจัดงานที่ยิ่งใหญ่กว่าปีที่ผ่านๆ มาและให้สมเกียรติ

        ส่วนความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 (ห้วยทราย-เชียงของ) ว่า โครงการนี้เป็นแผนการดำเนินงานในปี 2553 ของกรมฯ โดยสะพานดังกล่าวเป็นไปตามแนวเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ หรือเส้นทาง R3A นับเป็นอีกหนึ่งโครงการร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน วงเงินค่าก่อสร้างประมาณ 1.6 พันล้านบาท นอกจากนี้จะมีการสร้างถนนเชื่อมสะพานและอาคารด่านพรมแดนทั้งฝั่งไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) กำหนดการก่อสร้างให้แล้วเสร็จในเวลา 30 เดือน ตั้งแต่ปี 2553-2555 คาดว่าหลังจากได้ผู้ชนะการประกวดราคาแล้ว จะลงนามสัญญาจ้าง และเริ่มงานก่อสร้างได้ในเดือนมีนาคม 2553

ระเบียงเศรษฐกิจฯ นำรุ่งเรือง
        นอกจากนี้เส้นทางหมายเลข 9 (R9) เชื่อมโยง พม่า-ไทย-ลาว-เวียดนาม ในฝั่งตะวันออกเป็นเส้นทางเดิมที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ดังนั้น การพัฒนาจึงเป็นเพียงทำการปรับปรุงและพัฒนาถนนให้มีมาตรฐานมากขึ้น เช่น ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันได้มีการดำเนินการขนส่งทั้งคนและสินค้าผ่านเส้นทางนี้แล้ว สำหรับฝั่งตะวันตกยังต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงอีกมาก โดยเฉพาะเส้นทางในช่วงพม่าที่ยังไม่มีความชัดเจนในการพัฒนามากนัก

        อย่างไรก็ตาม การที่การค้าระหว่างประเทศของไทยกับกลุ่มประเทศ GMS เริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการค้าชายแดนและผ่านแดน เนื่องจากไทยมีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ทำให้มีต้นทุนค่าขนส่งสินค้าต่ำ รวมทั้งตลาดประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นแหล่งระบายสินค้าภายในประเทศของไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเส้นทาง R3A (เชื่อมต่อจีน-ลาว-ไทย) และ R9 จะช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและการค้าชายแดน-ผ่านแดน ทำให้ผู้ประกอบการไทยส่งสินค้าไปขายยังลาวและจีน ผ่านทางเส้นทางดังกล่าวได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมืองคุนหมิงที่ถือเป็นเมืองเศรษฐกิจและตลาดที่สำคัญของจีน ส่วนเส้นทาง R9 ที่เชื่อมโยงเวียดนาม-ลาว-ไทย-พม่า ก็คาดว่าจะช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และยังเพิ่มทางเลือกในการเชื่อมต่อเส้นทางการขนส่งจากทะเลอันดามันไปสู่ทะเลจีนใต้ นอกจากนี้ เส้นทาง R9 ยังช่วยเพิ่มโอกาสและทางเลือกในการขนส่งสินค้าไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออก เนื่องจากสามารถเลือกขนส่งสินค้าผ่านเส้นทาง R9 เพื่อส่งต่อไปยังท่าเรือดานังของเวียดนามได้สะดวกอีกด้วย

        ในแง่ของการท่องเที่ยว จากเดิมนั้นยังประสบปัญหาและไม่สะดวกสบายมากนัก ทั้งในด้านเอกสารพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและความไม่พร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้นหากเส้นทางเศรษฐกิจ R9 ที่จะสร้างความสะดวกสบายและเพิ่มทางเลือกในการเดินทางท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศ GMS ได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นเส้นทางทางบกที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางจากไทยไปสู่เวียดนามกลางได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางจากมุกดาหารข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 เข้าสู่สะหวันนะเขตของลาว ผ่านด่านแดนสะหวันเข้าสู่เวียดนามได้ที่ด่านลาวบาว และเดินทางต่อไปสู่เมืองดานังได้ โดยเวียดนามกลางนับเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เพราะมีเมืองมรดกโลกและเมืองเก่าแก่อยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนการท่องเที่ยวในประเทศลาว นักท่องเที่ยวก็สามารถเดินทางท่องเที่ยวไปยังลาวใต้จากสะหวันนะเขตมุ่งไปสู่จำปาสักได้ นอกจากนี้ เส้นทาง R9 ยังช่วยให้นักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านสามารถเดินทางเข้าสู่ไทยได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น

      “ที่ผ่านมาการเชื่อมโยงระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ภายในอนุภูมิภาค GMS ยังคงไม่สมบูรณ์มากนัก โดยเฉพาะในเส้นทาง R9 ด้านตะวันตกในฝั่งของพม่าที่ยังคงมีอุปสรรคในการพัฒนาการเชื่อมต่อเส้นทางอยู่อีกมาก รวมทั้งข้อตกลง GMS CBTA ที่ปัจจุบันยังไม่มีผลบังคับใช้มากนัก แต่หากพัฒนาเส้นทาง R3A ให้สมบูรณ์จะช่วยสนับสนุนให้การคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้น เพิ่มทางเลือกในการขนส่งและกระจายสินค้าไปยังลาวและจีนตอนใต้ จากเดิมที่ต้องขนส่งผ่านแม่น้ำโขงขึ้นไป ส่วนเส้นทาง R9 ถือเป็นเส้นทางสำคัญในแนวตะวันออก-ตะวันตก เนื่องจากเส้นทางนี้จะเพิ่มทางเลือกให้กับระบบโลจิสติกส์ในอนุภูมิภาค GMS จากเดิมที่เรือขนส่งสินค้าต้องอ้อมผ่านคาบสมุทรมลายูใช้เวลาถึง 4-5 วัน แต่หากใช้เส้นทางทางบก R9 ผ่านเมาะละแหม่งไปจนถึงดานังจะใช้เวลาประมาณ 2 วันเท่านั้น ทำให้เส้นทาง R9 ที่มีจุดเชื่อมต่อกันที่พิษณุโลกและขอนแก่น และจะเป็นโอกาสที่ดีของไทยในการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ทั้งภายในและนอกอนุภูมิภาคนี้กลายเป็นสะพานเศรษฐกิจ (Landbridge) ที่สำคัญแห่งหนึ่ง รวมทั้งในอนาคตไทยอาจได้รับโอกาสในการเป็นศูนย์กระจายสินค้าจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกไปสู่ภูมิภาคเอเชียใต้ได้”

ขึ้นแท่นหน้าต่างกระจายสินค้าไทย
      การที่ สปป.ลาว มีศักยภาพ ด้วยการเป็นทางผ่านและกำลังเป็นไข่ดาวของประเทศกลุ่มอาเซียน แม้ที่ผ่านมา สปป.ลาวจะมีจุดบอดที่ไม่มีทางออกทางทะเล หรือ แลนด์ ล็อก แต่จากการมีแผนพัฒนาเส้นทางการค้าและโลจิสติกส์ที่ร่วมมือกันทุกประเทศ ตั้งแต่จีน ลาว กัมพูชา และพม่า ลงมาถึงไทย จะทำให้เร็วๆ นี้ ลาวจะสามารถมีทางออกสู่ทะเล ผ่านประเทศเวียดนาม ที่ใช้ในการขนถ่ายสินค้าด้วยข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์แล้วนั่นหมายถึงสิ่งที่ไทยต้องหันมาให้ความสนใจ ที่สำคัญที่ผ่านมาด้วยวัฒนาธรรมและขนบธรรมเนียมที่คล้ายคลึง ห่างเพียงแม่น้ำโขงกั้นกลาง ทำให้ไทยได้เปรียบกว่าประเทศที่มีชายแดนติดกับลาวไม่ว่าจะเป็นจีนและเวียดนามก็ตาม แต่สิ่งที่เอกชนจะลืมไปไม่ได้คือ การเข้ามาลงทุนหรือค้าขายกับลาวนั้น ต้องมาอย่างมิตรและได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน นั่นจะทำให้การลงทุนหรือมองลู่ทางราบลื่นได้

      และด้วยข้อได้เปรียบของลาวนั้น เชื่อว่าประเทศที่น่าจับตามากที่สุด แม้เศรษฐกิจจะไม่เติบโตเป็นที่น่าจับตา แต่การพัฒนาประเทศอย่างก้าวช้าๆ แต่มั่นคง น่าจะเป็นทางเลือกให้ไทยร่วมมือกับลาวในการตั้งศูนย์กระจายสินค้าได้

เอกชนตั้งศูนย์กระจายสินค้า
         ทิ้งท้ายด้วยสมชาย บรรลือเสนาะ รองนายกสมาคมผู้จัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ หรือ TIFFA ให้สัมภาษณ์กับ นสพ.บ้านเมืองว่า การตั้งศูนย์กระจายสินค้าของเรา เพื่อรองรับการส่งออกและการเข้าไปลงทุนของนักลงทุนไทย รวมถึงทุกประเทศ เรียกว่าสร้างความสบายใจให้กับนักลงทุนว่า เมื่อเข้าไปลงทุนแล้วจะสามารถกระจายสินค้าโดยที่ไม่ตกค้าง โดยเบื้องต้นมีการลงทุนใน 2 กลุ่มหลักคือ การก่อสร้างคอนเทรค แวร์เฮาส์ โดยในระยะที่ 1 จะก่อสร้างภายในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ และคาดเปิดให้บริการได้ในช่วงกลางปี รวมพื้นที่เกือบ 45 ไร่ และในส่วนที่ 2 คือการลงทุนในส่วนของ ICD รถไฟซึ่งกำลังรออนุมัติจากการรถไฟของ สปป.ลาว

      “เรามองเห็นศักยภาพของของพื้นที่แถบนี้ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมและศึกษาพื้นที่ในการกระจายสินค้าในประเทศอย่างมาเลเซียและพม่า และน่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้”

“ทีมข่าวเศรษฐกิจ”

ที่มา :หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 25 มกราคม 2553

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว มหาวิทยาลัยจำปาสัก กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้